กระแสจลาจลบุกอาร์เมเนีย

ชาวอาร์เมเนียนับหมื่นประท้วงเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง
 
ประชาชนชาวอาร์เมเนียราวกว่า 1 หมื่น รวมตัวเดินประท้วงทั่วเมืองเยเรวาน เมืองหลวงของประเทศเมื่อวันอังคารที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกดดันผู้นำลาออกจากตำแหน่ง และเรียกร้องให้ทางรัฐบาลประกาศจัดการการเลือกตั้งภายในประเทศ

รายงานระบุว่า การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ และระบุว่าเป็น “การเตือนครั้งสุดท้าย” ให้ประธานาธิบดีเซร์ช ซาร์กสยาน ผู้นำประเทศทำตามความต้องการของประชาชน ด้วยการปล่อยตัวฝ่ายค้านที่ถูกจำคุก และเริ่มต้นการเจรจากับสภาคองเกรสเพื่อจัดการเลือกตั้งในเร็วขึ้น ซึ่งตามกำหนดแล้วการเลือกตั้งรัฐสภาจะมีขึ้นในปี 2012 ขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในปี 2013 
 
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังได้ร่วมรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากเหตุการณ์นับตั้งแต่เมื่อปี 2008 ด้วย โดยผู้ประท้วงเดินถือภาพของเหยื่อที่เสียชีวิตทั้ง 10 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย พร้อมตะโกนคำว่า “เอกภาพ” และ”สู้จนตัวตาย”

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลระบุว่า จะมีการรวมตัวครั้งใหญ่ร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 17 มี.ค. ถ้ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามความต้องการ

ทั้งนี้ การประท้วงในอาร์เมเนียเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังปะทุขึ้นในเยเมน อิหร่าน และโอมานด้วย

Advertisements

กัดดาฟีกร้าวสั่งทหารพร้อมรบ

กัดดาฟีกร้าวสั่งทหารพร้อมรบ

  • 01 มีนาคม 2554 เวลา 20:09 น. |

กัดดาฟีสั่งเคลื่อนกำลังทหารติดอาวุธพร้อมรบเข้าประชิดชายแดนฝั่งตะวันตก หลังสหรัฐเคลื่อนกองกำลังพร้อมเรือรบ-เครื่องบินเข้าใกล้ลิเบีย

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. พล.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ได้สั่งให้มีการเคลื่อนกำลังทหารเข้าประชิดชายแดนของลิเบียด้านตะวันตก ซึ่งติดกับประเทศตูนีเซีย หลังจากที่หลังจากที่กองทัพสหรัฐได้เคลื่อนกำลังพล พร้อมทั้งเรือรบ และเครื่องบินเข้าใกล้เขตชายแดนของประเทศลิเบีย ท่ามกลางกระแสหวาดวิตกของหลายฝ่ายที่เกรงว่าการประท้วงจะบานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือดที่รุนแรงที่สุดในโลกอาหรับ
 
ผู้สื่อข่าวต่างชาติในพรมแดนตูนิเซียรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวของกองกำลังทหารลิเบียที่ติดอาวุธปืนกลและไรเฟิลพร้อมรบทุกนายบริเวณเมืองดาฮิบา เมืองชายแดนของประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 2-3 วันในพื้นที่ดังกล่าวยังคงเงียบสงบ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ

ด้านบรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างประเมินว่า กัดดาฟี ไม่น่าจะมีอำนาจเพียงพอที่จะคุมทหารไว้ในกำมือได้ โดยทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการยอมลาออกจากตำแหน่ง

กัดดาฟีลั่นยังเป็นที่นิยม-ระบุคนประท้วงไม่ใช่ชาวลิเบีย

กัดดาฟีลั่นยังเป็นที่นิยม-ระบุคนประท้วงไม่ใช่ชาวลิเบีย

  • 01 มีนาคม 2554 เวลา 11:09 น. | 

 

กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ โวประชาชนยังให้ความนิยม เชื่อคนที่ออกมาประท้วงไม่ใช่คนลิเบีย ขณะที่สหรัฐสั่งอายัดทรัพย์ผู้นำลิเบีย 9 แสนล้านบาท

กัดดาฟี

บีบีซี และเอบีซี เผยแพร่ภาพและคำพูดของพลเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียเมื่อเช้าวันอังคารที่ 1 มี.ค. (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยผู้นำลิเบียย้ำชัดเจนว่าประชาชนชาวลิเบียทุกคนยังรักและศรัทธาในตัวผู้นำ ตลอดจนพร้อมที่จะหลั่งเลือดทุกหยดเพื่อปกป้องกัดดาฟีไว้

“ไม่มีการชุมนุมประท้วงใดๆ ทั้งสิ้น เกิดขึ้นในถนนเมืองทรีโปลี” กัดดาฟีกล่าว พร้อมย้อนถามนักข่าวบีบีซีที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์ว่า ได้พบเห็นการประท้วงที่ไหน อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนักข่าวย้ำว่า ยังมีประชาชนที่ยังออกมาต่อต้านผู้นำอยู่มาก โมอัมมาร์ กัดดาฟีสวนขึ้นทันทีว่า คนทั้งหมดที่เห็นคือ อัลไกด้า ไม่ใช่ชาวลิเบียแน่นอน

ด้าน เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน รายงานว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ของสหรัฐ สั่งให้กระทรวงการคลัง อายัดทรัพย์มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือราว 9 แสนล้านบาท ของ กัดดาฟี รวมถึงคนใกล้ชิดของเขา โดยการเตรียมอายัดทรัพย์ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ และนับเป็นมูลค่ามหาศาลที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ โดยเชื่อว่า รัฐบาลลิเบียและบรรดาผู้นำจะมีเงินฝากอยู่ในบัญชีธนาคารต่างประเทศ คนละหลายพันล้านดอลล่าร์ โดยเป็นเงินที่ยักยอกมาจากการขายน้ำมัน

สหรัฐเชื่อว่า ยังมีทรัพย์สินของรัฐบาลลิเบียในยุโรป และอยู่ภายใต้การควบคุมของพันเอกกัดดาฟี่ และลูก ๆ ของเขา ซึ่งอังกฤษ สหภาพยุโรป หรือ อียู และสหประชาชาติ ต่างอายัดทรัพย์พันเอกกัดดาฟี่และพรรคพวก ในช่วงที่ประชาคมนานาชาติเคลื่อนไหวกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่ วานนี้ (28ก.พ.)  อังกฤษได้อายัดทรัพย์พันเอกกัดดฟี่ กับลูกสาวและลูกชาย 4 คน รวมทั้งคฤหาสน์มูลค่า 10 ล้านปอนด์ ในแฮมสตีด ของนายซาอิฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี่ ลูกชายคนที่ 2 ด้วย

ผู้ประท้วงลิเบียยึดเมืองซาวิยา …

ภาพข่าวเอเอฟพี

กลุ่มผู้ประท้วงลิเบียฉลองชัยยึดเมืองซาวิยาได้แล้ว ลูกชายกัดดาฟียันประเทศอยู่ในความสงบ ด้านยูเอ็นคว่ำบาตรแล้วทุกทาง

กลุ่มผู้ประท้วงนับร้อย รวมตัวกันฉลองความยินดีที่จัตุรัสผู้พลีชีพใจกลางเมืองซาวิยา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงตริโปลีไปเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น โดยผู้ประท้วงเหล่านี้สามารถครอบครองเมืองดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จ

ผู้ประท้วงต่างยืนอยู่บนรถหุ้มเกราะ และปืนต่อต้านอากาศยาน ซึ่งถือเป็นอาวุธหนัก ต่างโบกธงชาติสมัยที่ยังคงเป็นราชอาณาจักรลิเบีย และตะโกนขับไล่ประธานาธิบดี โมอัมมาร์ กัดดาฟี

“ทั้งเมืองซาวิยา เป็นของเราแล้ว และประชาชนก็ไม่ต้องการกัดดาฟี” ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าว

นอกจากนั้น แผนการขึ้นต่อไปของผู้ประท้วงก็คือ จะส่งกองกำลังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทหารแปรพักตร์ เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าขับไล่กองกำลังของกัดดาฟี ที่ยังตั้งกองกำลังอยู่รอบๆเมืองซาวิยาให้ล่าถอยออกไปทั้งหมด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวต่างชาติซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางลงพื้นที่บริเวณเมืองซาวิยา ได้รายงานว่า รัฐบาลลิเบียพยายามแสดงให้ผู้สื่อข่าวเชื่อว่าเมืองซาวิยาแห่งนั้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอยู่ ซึ่งเท่าที่เห็นนั้น กองกำลังของรัฐจะควบคุมอยู่บริเวณชานเมืองเท่านั้น มีทั้งรถถัง และปืนต่อต้านอากาศยานตรึงเอาไว้ และมีการตั้งด่านตรวจอย่างน้อย 6 จุด รอบๆเมือง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ รัฐบาลเองก็ไม่สามารถยืนยันถึงสถานการณ์ในเมืองได้ว่ากลุ่มผู้ประท้วงได้ครอบครองเมืองไปแล้วจริงหรือไม่

ลูกชายกัดดาฟี ยืนยันลิเบียอยู่ในความสงบ

เมื่อวานนี้ นาย เซอิฟ อัล อิสลาม ลูกชายของกัดดาฟี ไดให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ เอบีซี ของสหรัฐ ในรายการ This Week อ้างว่า ลิเบียยังอยู่ในความสงบ และยืนกรานปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่เคยใช้เครื่องบินขึ้นบินยิงประชาชนจากด้านบนด้วย

ทั้งนี้ ไม่มีรายงานความรุนแรง หรือการปะทะเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ทางด้านเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของยุโรปเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่ายอดผู้เสียชีวิตจะทะลุหลักพันคนไปแล้ว

“โชว์ให้ผมดูหน่อยว่าเกิดการถล่มขึ้นจริง โชว์ให้ผมดูระเบิดสักลูกได้ไหม  ทัพอากาศของลิเบียแค่ขึ้นบินทำลายคลังอาวุธของพวกนั้นเท่านั้น แค่นั้นเอง” เซอิฟ กล่าวและยืนกรานต่อไปว่า สถานการณ์ในลิเบียนั้นยังสงบสุขอยู่ด้วย

“สิ่งที่คุณกำลังได้ยินนั้นเป็นเพียงข่าวลือ เป็นรายงานที่ผิด ได้โประ นำกล้องไปถ่ายดูจริงๆทั้งเช้า และเย็น ไปที่เมืองต่างๆในลิเบียดูสิ ทุกเมืองยังสงบ ทุกอย่างยังคงมีสันติสุข  ประเด็นปัญหาก็คือ มีช่องว่างขนาดยักษ์ระหว่างความเป็นจริง และการรายงานของสื่อ  ภาคใต้สงบ ตะวันตกก็สงบ ภาพกลางก็สงบ แม้กระทั่งตะวันออกก็สงบ”           

นอกจากนั้น ลูกชายของกัดดาฟีรายนี้ยังยืนยันว่าทั้งตัวเขา และพ่อ จะไม่หนีออกนอกประเทศแน่นอนด้วย

“ไม่มีใครจะหนีออกไปแน่ เราจะอยู่ที่นี่ ตายที่นี่ แผ่นดินนี้เป็นของเรา ชาวลิเบียคือประชาชนของเรา และสำหรับผม ผมเชื่อว่าผมทำทุกสิ่งถูกต้องแล้ว” เซอิฟกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงสุดสุปสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมุ่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมไปถึงสหรัฐ และอังกฤษ ได้ประกาศคว่ำบาตรลิเบียแล้วในทุกๆทาง โดยทางด้านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่กัดดาฟี จะต้องออกไป

ขณะเดียวกัน ทางด้าน นาย มุสตาฟา อับดุล จาลิล อดีตรัฐมนตรียุติธรรม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มผู้ประท้วงให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลของฝ่ายค้านเมื่อวานนี้กล่าวว่า เขามีความตั้งใจที่จะสร้างชาติให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่มีสถาบันปกครองต่างๆ และให้เคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับประกาศด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นคือการปฏิวัติของประชาชน

“สิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบีย คือการปฏิวัติโดยประชาชนซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนผู้ต่อต้านการกดขี่ และต่อต้านเผด็จการผู้ซึ่งได้นำลิเบียไปสู่ประเทศที่มีทิศนคติด้านเดียว คับแคบ อาฆาต และมีจิตวิญญาณที่กระหายเลือด” อับดุล จาลิลกล่าว

โพลชี้อียิปต์เป็นบทเรียนการเมืองไทย

  • 03 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 15:40 น. |

สวนดุสิตโพล เผย คนกรุงมองเหตุประท้วงในอียิปต์เป็นบทเรียนการเมืองไทย โดยส่วนใหญ่เห็นว่า ความรุนแรงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,136 คน ระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2554   ต่อการประท้วงในอียิปต์ และบทเรียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 30.05% มองว่าความรุนแรงไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่ผลเสียและส่งผลกระทบในหลายๆด้าน

รองลงมา 28.57% มองว่า ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันเพราะแต่ละประเทศมีสภาพสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และอันดับสาม 24.86% มองว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิดก่อให้เกิดปัญหาตามมา /การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์

หตุการณ์ประท้วงในอียิปต์

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการประท้วงในอียิปต์นั้น อันดับแรก มองว่าเป็นข่าวที่ทั่วโลกให้ความสนใจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด/มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รองลงมา เป็นสิทธิของประชาชนในประเทศนั้นๆ ที่ต้องการเรียกร้อง และอันดับสาม เป็นสถานการณ์ที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ระบบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน

ส่วนประชาชนจะเห็นด้วยกับการประท้วงของประชาชนในอียิปต์หรือไม่นั้น พบว่า ส่วนใหญ่ 46.43% ตอบว่าเฉยๆ เพราะเป็นเรื่องปกติทางการเมือง, ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง,ประเทศไทยก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน ฯลฯ

รองลงมา เห็นด้วย 30.36% เพราะ เป็นการเรียกร้องตามสิทธิของประชาชนที่มี, ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกดขี่ข่มเหงจากการบริหารประเทศ ฯลฯ และอันดับสาม ไม่เห็นด้วย 23.21% เพราะการประท้วงมีความรุนแรงมากเกินไป ก่อให้เกิดความเสียหายหลายๆ ด้าน, ควรแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพึงพอใจต่อการช่วยเหลือคนไทยในอียิปต์ของรัฐบาลไทย เพราะมองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลสามารถช่วยเหลือคนไทยให้กลับมาอย่างปลอดภัยก็ถือว่าดีแล้ว

อียิปต์ถึงจุดเดือด ม็อบชนม็อบ ตำรวจแปลงกายทุบผู้ประท้วง เยเมน ลุกฮือ 2 หมื่น

อียิปต์เปิดสมรภูมินองเลือด ฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลตะลุมบอนยืดเยื้อ กองทัพพยายามสกัดแต่ไร้ผล ขณะที่เยเมนซ้ำรอยอียิปต์ ผู้ประท้วง 2 ฝ่ายใกล้เผชิญหน้า

จลาจลในอียิปต์ยิ่งนองเลือดหนัก เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก เปิดฉากกราดยิงผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนับหมื่นคนที่ปักหลักชุมนุมอยู่ ณ จัตุรัสตาห์รีร์ ใจกลางกรุงไคโร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บอีกนับสิบคน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสมรภูมิเดือด เมื่อกลุ่มต่อต้านมูบารักสร้างแนวกีดขวางปิดล้อมจัตุรัส พร้อมประกาศลั่นไม่ยอมถอยจนกว่ามูบารักจะลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ฝ่ายผู้สนับสนุนยังพยายามเข้าปะทะอยู่ตลอดเวลา 

พยานในที่เกิดเหตุเปิดเผยว่า วิถีกระสุนที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมยิงมา  จากฝั่งของกลุ่มผู้สนับสนุนมูบารัก และเสียงปืนเริ่มดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ซึ่งในเวลาต่อมายังมีผู้พบเห็นฝ่ายสนับสนุนมูบารักพากันถือมีดและอาวุธครบมือมุ่งตรงมายังแนวปิดล้อมของฝ่ายต่อต้านมูบารัก

สถานการณ์ที่เลวร้ายส่งผลให้กองทัพอียิปต์ต้องประกาศจัดตั้งพื้นที่กันชนระยะความกว้าง 80 เมตร เพื่อป้องกันเหตุม็อบชนม็อบ ทว่าในเวลาไม่นานฝ่ายสนับสนุนได้ฝ่ากันชนและบุกเข้ามายังแนวปิดล้อมของฝ่ายต่อต้าน ส่งผลให้เกิดการขว้างปาก้อนหินและสิ่งของเข้าใส่กันอย่างดุเดือด

ขณะที่แกนนำของฝ่ายต่อต้านมูบารัก เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ทางกลุ่มได้ควบคุมตัวกลุ่มคนราว 120 คนเอาไว้ หลังจากตรวจพบหลักฐานความเกี่ยวข้องของกับตำรวจและพรรครัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่คนเหล่านี้ถูกควบคุมตัวระหว่างเข้าตะลุมบอนกับฝ่ายต่อต้าน และขณะนี้ทางแกนนำกลุ่มได้โยกย้ายฝ่ายตรงข้ามทั้ง 120 คน ไปอยู่ในการดูแลของกองทัพแล้ว

ด้านรัฐบาลปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการกราดยิงผู้ชุมนุมที่จัตุรัสตาห์รีร์ และเตรียมตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเตรียมจัดการหารือระหว่างฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และรวมถึงฝ่ายประชาชนต่อต้านรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม จากเหตุรุนแรงดังกล่าว เป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้มูบารักสละตำแหน่งโดยเร็วอีกครั้ง โดยที่กลุ่มภราดรภาพแห่งมุสลิม ซึ่งเป็นกลุ่มนอกกฎหมายที่ทรงอิทธิพลในอียิปต์เรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่รวมผู้แทนจากกลุ่มการเมืองทุกฝ่ายและปราศจากมูบารัก ขณะที่ประชาชนฝ่ายต่อต้านประณามกองทัพที่ไม่สามารถยับยั้งการลงมือจากฝ่ายสนับสนุน จนส่งผลให้เกิดความเสียหายดังกล่าว

ด้านรัฐบาลต่างๆ ยังคงเร่งอพยพประชาชนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้มีคำสั่งให้ชาวอเมริกันในอียิปต์เดินทางออกจากประเทศนี้ในทันที เพราะหลังจากนี้สหรัฐอาจจะไม่ส่งเครื่องบินมารับชาวอเมริกันที่ติดค้างอยู่กลับประเทศ ขณะที่โฆษกกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ แถลงว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทั้ง 350 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ในอียิปต์จะอพยพไปพำนักยังเกาะไซปรัสเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

สถานการณ์ในเยเมนส่อเค้าความรุนแรงที่คล้ายคลึงกับอียิปต์ เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ เสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากัน หลังจากที่ฝ่ายต่อต้านนับหมื่นคนรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยซานา ในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน เพื่อประกาศ “วันแห่งความเคียดแค้น” ต่อระบอบการปกครองภายใต้อำนาจซาเลห์

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยังเดินขบวนไปตามท้องถนนของกรุงซานาและอีกหลายเมืองทั่วประเทศ เรียกร้องให้ผลักดันความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และยุติการสืบทอดอำนาจผู้นำไปยังทายาท นอกจากนี้ฝ่ายต่อต้านยังแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้ประท้วงในอียิปต์ โดยอวยพรให้ฝ่ายต่อต้านในอียิปต์สามารถล้มล้างมูบารักได้สำเร็จ

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนหลายพันคน เดินขบวนไปตามท้องถนนของเมืองหลวง พร้อมชูแผ่นป้ายประณามการกระทำของฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นการบั่นทอนเสถียรภาพและก่อให้เกิดความวุ่นวายภายในประเทศ

เหยื่อสังหารหมู่ลิเบียทะลุพันคน

 

คลิกที่นี่ ข่าว Posttoday ผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในลิเบียสูงกว่า 1,000คนแล้ว……..

เหยื่อสังหารหมู่ลิเบียทะลุพันคน

  • 24 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 11:44 น.

นูรี เอล มิสมารี อดีตผู้ช่วยฝ่ายพิธีการของโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการนองเลือดและประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศในลิเบียสูงถึงกว่า 1,000 คน เฉพาะในกรุงตริโปลีแอห่งเดียวมียอดผู้เสียชีวิตถึง 600 คน ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับการประเมินโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลี และใกล้เคียงกับการรายงานโดยสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษย์ชนสากล (IFHR) ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 640 ราย สวนทางกับรายงานของรัฐบาลลิเบียที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเพียง 300 คน

ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐแถลงประณามการสังหารหมู่ประชาชนในลิเบีย พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และประสานงานร่วมกัน เพื่อตอบรับกับเหตุการณ์วุ่นวายในลิเบีย ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลลิเบียจะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้ กัดดาฟี จะสูญสิ้นอำนาจในการควบคึมพื้นที่ภาคตะวันออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงดึงดันที่จะใช้กำลังรุนแรงสลายการชุมนุม อีกทั้ง ซาอาดี กัดดาฟี หนึ่งในบุตรชายทั้ง 7 คนของผู้นำลิเบีย ย้ำกับหนังสือพิมพ์ Financial Times ว่า 80% ของลิเบียอยู่ในความสงบ และประชาชนราว 60 – 50% ยังดำรงชีวิตและทำงานตามปกติ

นอกจากนี้ บุตรชายผู้นำลิเบียยังเปิดเผยด้วยว่า กัดดาฟี จะยังคงครองอำนาจต่อไป ภายหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเจ้าตัวกล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ “เป็นธรณีไหวในด้านบวก” ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านดี และหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใดๆ ภายหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ กัดดาฟี จะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “พ่อใหญ่”